ชีวิตในยุคนี้เต็มไปด้วยสิ่งเร้า และขีวิตที่มีความต้องการมากขึ้น

เร็วขึ้นตลอดเวลา แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ต้องแลกกับอะไรบางอย่างที่ต้องเสียไป

การที่เราสนใจเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง เยอะแยะมากมาย

ผลลัพธ์ในการกระทำของเราคือ “เราจะทำทุกอย่างเหล่านี้พร้อมๆกัน”

เราจึงทำมันเพียงแค่ผิวเผิน และผลที่ตามมาในพฤติกรรม

คือการขาดสมาธิที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

 

ปัจจุบันหลายคนมองว่า เมื่อเราตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งที่หนึ่งนานขึ้น

เราก็จะสูญเสียในทางเลือกอื่น

ดังนั้นเพื่อที่จะรับจำนวนของความรู้สึก ประสบการณ์ และความเร็วที่เพิ่มขึ้นได้

เราจึงมองเหตุการณ์การที่เกิดขึ้นเพียง แค่ผ่านๆ เท่านั้น

แทนที่จะใช้เวลาอยู่กับมัน ทุกอย่างกลับถูกจำกัดเพียงแค่ผิวเผิน

เรากรองสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่สัมผัส มากมายเหล่านี้

เหลือเพียงแค่ส่วนเดียว

เพื่อที่เราจะได้มีเวลาจัดการกับจำนวนเหตุการณ์ที่ล้นทะลักเข้ามาในชีวิตของเรา

เหตุการณ์เหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยจนเป็นนิสัย

ไม่ว่าเราจะเลือกที่จะทำอะไร เราก็จะเลือกเพียงแค่ สัมผัส เพียงบางอย่างเท่านั้น

ไม่มีใครที่จะรับ หรือเก็บความรู้สึกเหล่านี้ได้หมด

เราไม่อาจสังเกตุสิ่งของทุกๆชิ้นที่เรามีอยู่

เราไม่อาจจำใบหน้าและเสื้อผ้าของคนรอบข้างได้ทั้งหมด

การเลือกที่จะ สัมผัส สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรานั้น

ไม่ใช่ปัญหา แต่มันคือ ความจำเป็น

เพื่อที่เราจะได้มีสมาธิที่จะจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญสำหรับเราได้

และไม่ถูกเรื่องเล็กๆน้อยๆดึงความสนใจของเราไป

 

นี่คือความแตกต่างระหว่างการเลือก สัมผัส และ มองผ่านๆ

 

การเลือกสัมผัสนั้นช่วยให้เราจดจ่อ และมีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ

ซึ่งในตรงกันข้าม การมองผ่านๆ ทำให้เราไม่อาจสังเกตสิ่งสำคัญ

ของเราได้อย่างแท้จริง เพราะทุกเรื่อง เป็นแค่เรื่องผิวเผิน

ทำให้เราไม่มีจุดหมาย และไม่มีการวางแผน

ADHD (Attention Deficit Hyperativity Disorder) หรือโรคสมาธิสั้น

สมัยก่อนโรคสมาธิสั้นมักพบอยู่ในวัยเด็ก

แต่สมัยนี้พบได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนไปถึงวัยผู้ใหญ่

 

Comment

Comment:

Tweet